ข่าว / กิจกรรม

แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดตัว L&H on Smart Phone ช่องทางใหม่ที่ผู้สนใจเรื่องบ้านสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารบ้านแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และบริการหลังการขายผ่านทาง Smart Phone โดย แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์บริษัทแรกที่พร้อมให้บริการในการสื่อสารแก่ลูกค้าทั่วไปและลูกบ้าน อย่างครบวงจร และครอบคลุมหลากหลายแบรนด์ของโทรศัทพ์มือถือประเภท Smart Phone ทั้ง iPhone, Blackberry (BB), และ Nokia
อ่านต่อ...
 
หน้าแรก arrow บทความแนะนำ
หลอกให้กลัว...ระวังพัฒนาการถดถอย PDF พิมพ์ อีเมล์
เขียนโดย Administrator   

เคยไหมที่บอกลูกว่า...

- ถ้าไม่เชื่อ เดี๋ยวให้ตำรวจมาจับนะ

- อย่านอนกิน เดี๋ยวเป็นงูนะ

- รีบนอนได้แล้ว เดี๋ยวผีมาหลอกนะ

- ห้ามเล่นซ่อนแอบตอนกลางคืนเดี๋ยวผีมาเอาตัวไป ฯลฯ

 

 เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจเคยพลั้งเผลอพูดจาหลอกลูกทำนองนี้กันอยู่บ้าง ด้วยไม่รู้จะจัดการกับอาการดื้อดึงของเจ้าตัวเล็กอย่างไร หรือทำตามความเคยชินที่ปู่ย่าตายายก็เคยเลี้ยงกันมาแบบนี้…ไม่เห็นจะเป็นอะไร

 

เรื่องจริงของการหลอก

ความจริงแล้ว การหลอกลูกให้กลัว หรือให้เชื่อไปตามสิ่งที่เราบอกนั้น แม้จะทำให้สถานการณ์บางอย่างผ่านพ้นไปได้ โดยลูกอาจจะยอมนอน เพราะกลัวผีมาหลอก หรืออาจจะหยุดร้องเพราะกลัวตำรวจมาจับ

…แต่สิ่งหนึ่งที่ฝังลงไปในความรู้สึกของลูก คือ ‘ความรู้สึกกลัวอย่างไร้เหตุผล’ ในขณะที่ เหตุผล คือสิ่งที่พ่อแม่ต้องปลูกฝังลูกตั้งแต่วัยนี้ด้วยเช่นกันเพื่อให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีเหตุผลและมีสมดุลทางอารมณ์ ดังที่ ศ. เกียรติคุณ พญ.ชนิกา ตู้จินดา ได้เคยบอกไว้ว่า

 

“ในบรรดาความรู้สึกต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อความเข้มแข็งของเด็กคือความกลัว (FEAR) ซึ่งก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในจิตใจ ว้าวุ่น หวาดกลัว ไม่มั่นใจในตัวเอง และพาลเป็นผลเสียต่อสุขภาพ จึงต้องพยายามเลี้ยงลูกอย่าให้เป็นคนขลาด กลัวอะไรโดยไม่มีเหตุผล”

 

ดังนั้นการหลอกให้ลูกกลัวอย่างไร้เหตุผล หรือกลัวในสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องกลัว จึงเป็นเสมือนการตอกย้ำให้พัฒนาการทางด้านอารมณ์จิตใจของลูกย่ำอยู่กับที่ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีพ่อแม่คนไหนต้องการให้เป็นเช่นนั้น

 

ผลจากการถูกหลอกให้กลัว...อย่างไร้เหตุผล

แน่นอนว่า ความกลัวอย่างไร้เหตุผล ส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านอารมณ์และจิตใจของลูกโดยตรง โดยเฉพาะลูกวัยที่จินตนาการกำลังเบ่งบาน ทำให้เมื่อไรที่เขารู้สึกกลัว ความกลัวนั้นจะฝังแน่นในความรู้สึกมากกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า และด้วยความอ่อนด้อยประสบการณ์ ทำให้การใช้เหตุผลของลูกยังไม่ดีพอ โอกาสที่ดีกรีความกลัวจะพลุ่งพล่านจึงมีมากขึ้น

หากเราหลอกให้ลูกกลัวอย่างไร้เหตุผล ความกลัวนี้จะติดไปจนกระทั่งเขาโต และกลายเป็นผู้ใหญ่ที่กลัวในสิ่งที่ไม่น่าจะกลัว เช่นเดียวกับที่ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

 

“เป็นการสร้างนิสัยให้เด็กขาดการใช้ความคิดไตร่ตรอง ใคร่ครวญหาความจริงด้วยเหตุผล ทำให้เสียบุคลิกภาพ ยิ่งไปกว่านั้น หากลูกมีความกลัวอย่างรุนแรง เมื่อต้องอยู่ในภาวะเช่นนั้นนาน ๆ อาจทำให้เกิดอาการทางประสาทได้ เช่น เด็กที่กลัวความมืด หากให้อยู่ในห้องมืดคนเดียว จะเกิดความเครียด นอนไม่หลับในเวลากลางคืน หัวใจจะเต้นเร็ว ในสมองจะจินตนาการไปต่าง ๆ นานา และสามารถหวีดร้องได้เมื่อใบไม้ใบหนึ่งปลิวมาปะทะหน้าต่าง ทั้ง ๆ ที่ในความมืดนั้นไม่มีอันตรายแต่อย่างใด ดังนั้น การช่วยให้เด็กเลิกกลัวอย่างไม่มีเหตุผลจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะจะช่วยพัฒนาการใช้เหตุผลของเด็ก ให้รู้จักคิดใคร่ครวญ พิสูจน์ความจริงก่อนตอบสนอง เมื่อเติบโตขึ้นก็จะเป็นคนที่มีเหตุผล ไม่กลัวสิ่งใดง่าย ๆ ทั้งเป็นการช่วยทำให้เด็กไม่หลงเชื่อสิ่งใดอย่างง่าย ๆ เพียงเพราะรู้สึกกลัวอย่างไม่มีเหตุผล”

 

อย่างไรก็ตาม ความกลัวจะส่งผลดีแก่เรา หากเรากลัวอย่างมีเหตุผล กลัวในสิ่งที่ควรกลัว เช่น หากกลัวอุบัติเหตุ เราจะทำสิ่งต่างๆ ด้วยความไม่ประมาท เป็นต้น ความกลัวอย่างมีเหตุผลจะช่วยให้เราแสดงพฤติกรรมที่ดีและเหมาะสมออกมา

 

ไม่ให้หลอก แล้วต้องทำอย่างไร

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่เคยหลอกลูกให้กลัวไปแล้ว ก็ยังไม่สายเกินไป หากคิดจะปรับท่าทีเสียใหม่ และตั้งสติก่อนจะเอื้อนเอ่ยคำหลอกใดๆ แก่ลูก เรามาดูกันว่าพอจะมีวิธีไหนบ้างที่ช่วยให้เราเลี่ยงการหลอกลูกอย่างไร้เหตุผลมาเป็นใช้เหตุผลมากขึ้น

 

• ตั้งสติสักนิด...ก่อนคิดจะหลอกลูกให้กลัว

ทุกครั้งก่อนที่จะพลั่งปากหลอกลูก ตั้งสติสักนิด ว่าเราต้องการให้ลูกเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีเหตุผลหรือว่า เป็นผู้ใหญ่ที่กลัวไปหมดทุกเรื่อง

 

• อธิบายให้ลูกเข้าใจด้วยเหตุและผล

อธิบายในสิ่งที่เราไม่อยากให้ลูกทำอย่างใจเย็น ด้วยเหตุและผล เช่น แทนที่จะบอกลูกว่า รีบนอนได้แล้วเดี๋ยวผีมาหลอก เปลี่ยนใหม่เป็นว่า หนูควรรีบนอนได้แล้ว เพราะพรุ่งนี้หนูจะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปโรงเรียนให้ทันเวลา ถ้าหนูนอนดึกไปกว่านี้ หนูจะนอนไม่พอ พอถึงเวลาตื่นทำให้ไม่อยากตื่น อารมณ์ไม่แจ่มใส ที่สำคัญจะทำให้หนูไปโรงเรียนไม่ทันเวลา เป็นต้น

 

• พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่กลัวอย่างไร้เหตุผล

ลูกวัยนี้เป็นวัยแห่งการเรียนรู้และเลียนแบบพฤติกรรมจากคนใกล้ชิด โดยเฉพาะพ่อแม่ การเป็นแบบอย่างที่ดี ใช้เหตุผลในการดำเนินชีวิต จะช่วยให้ลูกซึมซับรับรู้เรื่องเหตุและผลมากขึ้น และไม่กลัวอะไรๆ อย่างไร้เหตุผลได้ โดยการให้เหตุผลแก่ลูกว่า เหตุใดเราจึงควรกลัว หรือไม่ควรกลัวสิ่งต่างๆ เช่น ทำไมเราถึงสมควรกลัวงูมากกว่าผี นั่นเป็นเพราะเรารู้ว่างูสามารถกัดทำร้ายเราจนถึงแก่ชีวิตได้ ส่วนผีนั้นเราไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีจริงหรือไม่ และถึงแม้ว่าพิสูจน์ได้ว่ามีจริงก็ไม่มีเหตุอันใดที่จะทำให้เขามาทำร้ายเรา เป็นต้น

 

• แก้ไขความเข้าใจผิด หากผู้ใหญ่ในบ้านหลอกลูกให้กลัว

หากคนที่หลอกลูกให้กลัวอย่างไร้เหตุผลเป็นสมาชิกคนอื่นๆ ในบ้าน เช่น ปู่ย่าตายายจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องอธิบายให้ท่านฟังว่าเพราะเหตุใดจึงไม่ควรหลอกหลานเช่นนั้นที่สำคัญคือ ต้องแก้ไขความเข้าใจผิดให้แก่ลูกด้วย เช่น ที่คุณยายบอกว่า ไม่ให้หนูเล่นซ่อนแอบตอนกลางคืน เพราะอาจถูกผีจับตัวไป ที่จริงแล้ว ไม่มีผีที่ไหนมาจับตัวลูกไปได้ แต่คุณยายพูดไปอย่างนั้น เป็นเพราะห่วง กลัวว่าลูกจะไปเล่นไกลหูไกลตาและหลงหายไปมากกว่า เป็นต้น

 

คราวนี้คงพอจะมีข้อมูลสำหรับการปรับทิศเปลี่ยนทาง เสริมสร้างทักษะการใช้เหตุผลให้ลูกแทนการหลอกให้ลูกกลัวไปวันๆ กันได้บ้างนะคะ อ้อ ...แล้วอย่าลืมว่า หากเราต้องการให้ลูกเติบโตทางความคิด มีความมั่นคงทางอารมณ์ มีความสามารถในใช้เหตุผลได้อย่างดี นอกจากเราจะต้องปลูกฝังนิสัยให้ลูกค่อยๆ เลิกกลัวในสิ่งที่ไร้เหตุผลแล้ว คุณพ่อคุณแม่และทุกคนในบ้านก็ควรจะลาขาดจากพฤติกรรมหลอกลูกให้กลัวไปเลยได้ยิ่งดี

 

[ที่มา: เว็บไซต์ Momypedia]

จาก:นิตยสาร Modern Mom
 
หนูน้อยช่างพูด PDF พิมพ์ อีเมล์
เขียนโดย Administrator   

หมั่นพูดคุยกับลูกเพื่อให้ลูกเรียนรู้คำศัพท์และภาษา

 

เพราะแม่เลี้ยงมากับมือ ไม่ได้เอาไปให้พี่เลี้ยงวัยรุ่นหรือคนข้างบ้านเลี้ยง อยู่กับแม่สองคนคุยกันกระหนุงกระหนิงตลอดเวลา ถ้าแม่ทำงานยุ่งเจ้าตัวเล็กก็เล่นของเล่นอยู่ข้างๆ สมองนึกสงสัยอะไรก็ถามแม่ขึ้นมา "คุณแม่ขา นี่อะไร.." คุณแม่ก็ชอบตอบ ถามกันไปตอบกันมาอย่างนี้อยู่ทั้งวัน พอแม่เลิกงานเจ้าตัวเล็กก็ถูกสอนให้เก็บของเล่นเข้ากล่อง บางวันแม่ไปดูงานที่โรงงานก็กระเตงกันไปด้วย ลูกก็ได้โอกาสเจอะเจอมีคนโน้นคนนี้มาทักทายบ้าง


ยกเว้นบ่ายวันไหนแม่มีประชุม บางทีก็เอาลูกสาวไปฝากเลี้ยงที่เนิร์สเซอรีสัก 2 ชั่วโมง หรือไม่ก็ไปฝากอาม่าสักพัก สาวน้อยหน้าจีนที่ชื่อ"ยูจีน"วัยเกือบสองขวบ เลยพูดจ้อทั้งวัน แล้วก็ไม่โยเยกวนผู้ใหญ่ เพราะพ่อแม่ให้เวลาพอจนไม่ต้องเรียกร้องความสนใจเป็นพิเศษอีก ภาษาพูดของเจ้าหล่อนก็ร้ายเหลือ


"ยูจีน จะไปเที่ยวที่ไหน" "ไปกุงเทพค่า" ....เสียง"ค่า" ชัดแจ๋วเลย


"ถ้าป้าขอขึ้นรถไปด้วยได้ไหม" "ได้ค่า"


"รถของปะป๊ะนี่จะนั่งได้อีกกี่คนเนี่ย" ป้ารำพึงอยู่ลำพัง ........"ฉองคน ฉามคนค่ะ"


แน่ะ...ทำยังกับนับเลขได้งั้นแหละ แม่เขาก็สอนนับเลขอยู่หรอก นับหนึ่งไปถึงสิบแต่ไม่ยอมนับแปด ข้ามไปเก้าเสียหน้าตาเฉย จนแม่ต้องบอกว่า "ไม่นับแปด เดี๋ยวเลขแปดเขาน้อยใจนะ" เจ้าหล่อนจึงได้เห็นใจยอมนับแปดเข้าในสารบบ แต่จะรู้ความหมายของสองคนสามคนนั้น คงหาไม่ แต่ก็รู้จักพูด..
สงสัยว่าแม่เขาทำอย่างไรลูกถึงพูดได้เร็วนัก ก็พบว่าแม่ของเขาใจเย็นกับลูก เวลาพูดจะค่อยๆพูดช้าๆ ชัดๆ และพูดโต้ตอบกันแบบให้เหตุผลเป็นเรื่องเป็นราว ถึงบางคราวสาวตาตี่จะไม่รู้เรื่อง แต่แม่ก็พยายามอธิบาย ไม่นิยมระบบดุด่าว่าตี แต่เจ้าหล่อนก็เรียนรู้ว่าอะไรที่แม่ยอมและไม่ยอมให้ นานๆเข้าเจ้าหล่อนก็คงซึมซับเข้าไป


นอกจากพูดแล้วแม่ก็ไปทบทวนอาขยานมาท่องจนเจ้าหล่อนจับคำได้

 

"โยกเยกเอย..."


"แม่ไก่อยู่ในตะกร้า....."


"ก.เอ๋ย ก.ไก่ .................ฮ.นกฮูกตาโต๊....."


แถมยังหาหนังสือมาอ่านให้ลูกฟังก่อนนอนเป็นประจำ ก่อนสองขวบ ยูจีนจึงพูดได้รู้เรื่อง มีคลังคำศัพท์เยอะ บอกความต้องการของตนเองได้ สื่อสารกับคนอื่นได้รู้เรื่อง แล้วก็ฟังคนอื่นพูดรู้เรื่อง ปะติดปะต่อได้ทีละเล็กละน้อย

สมองของทารกในปีแรกนั้น เติบโตอย่างรวดเร็ว เห็นยังนอนแบเบาะ ได้แต่กลิ้งคว่ำหงาย คืบคลานแล้วก็ตั้งไข่อย่างช้าๆแบบนั้นน่ะ รู้ไหมคะว่าในสมองของเจ้าตัวน้อยประจุไฟฟ้าแล่นไม่ช้าเลยสักนิด วิ่งปรู๊ดปร๊าดไปทั่ว เซลล์ขยายกิ่งก้าน โตเอาๆ ภายใน 3 ปีแรกของชีวิตเท่านั้น เซลล์สมองของเด็กๆก็พัฒนาไปได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดที่ควรมี


เซลล์สมองพัฒนาเติบโตได้โดยผ่านการสัมผัส การพูดคุยของพ่อแม่ ได้ฟังเพลงกล่อมนอน ฟังนิทาน ฟังดนตรี ได้สัมผัสอ้อมกอดพ่อแม่ ได้จับโน่นคว้านี่ ได้มองเห็นสังเกตสิ่งรอบตัว ได้ลองจิบชิม แอบดูด...


สามปีแรกนี่ ใครไม่ได้สังเกตลูก ไม่ได้ใกล้ชิด คอยจัดการเรียนรู้ให้เขา ไม่ได้พูดคุยสื่อสาร ปล่อยให้นอนตาลอยอยู่กับพี่เลี้ยง พ่อกับแม่กอดประทับรับขวัญเดี๋ยวเดียวตอนเข้าบ้าน จากนั้นส่งคืนพี่เลี้ยง..."พ่อกับแม่เหนื่อยจังเลยลูกจ๋า ขอพักก่อนนะลูก....???"


ต่อให้กินนมผสมสารเร่งสมองขนาดไหนก็ไม่ได้ลูกสมองดีหรอก แล้วก็ไม่ได้ลูกสุขภาพจิตดีด้วย เจ้าตัวเล็กย่อมวิเวกวิเหวโหว หัวใจเป็นรูโหว่ตั้งแต่เล็กๆ


นักวิชาการวิจัยออกมาแล้วว่า เด็กที่พ่อแม่หมั่นพูดด้วยจะรู้คำศัพท์มาก เด็กที่รู้คำศัพท์มาก จะเป็นคนอ่านหนังสือเก่ง คนอ่านหนังสือเก่งต้องเป็นคนฉลาดและมีความรู้ดีแน่


เลยสามขวบไปแล้วโดยไม่ได้ใกล้ชิดกัน ไม่ได้ฝึกการพูด หรือเพิ่มคำศัพท์ ไม่ได้ฝึกฝนพัฒนา(อย่างเป็นธรรมชาติ ประสาแม่ๆลูกๆ ไม่ใช่เอาลูกฉองฉามขวบไปเข้าคอร์สเด็กปัญญาไวหรอกนะคะ) ต่อให้เอาเงินแสนใส่พานอุ้มลูกไปฝากเข้าโรงเรียนที่ว่าดีว่าดังได้ ผู้เชี่ยวชาญท่านก็รับรองว่า คุณครูจะชดเชยเสริมช่วงวัยทองอันควรได้ฝึกภาษาที่หายไปของน้องหนู หาได้ไม่..


ความจริงไม่อยากไปใช้คำโฆษณาของมือถือยี่ห้อนั้นเลย แต่มันก็เป็นจริง...พูดกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น และเข้าใจกันมากขึ้น....นั่นแหละใช้กับลูกตัวจิ๋วๆได้แน่ (ความจริงใช้ได้กับทุกวัยหรอก)


เพียงแต่ต้องไม่ผ่านมือถือนะคะ ขืนมีวิถีชีวิตที่ต้องใช้มือถือสื่อสารกับเจ้าตัวเล็กละก็...ทำนายได้เลยค่ะว่า ไม่เพียงแต่ไม่ได้ลูกช่างพูด หากยังจะต้องเตรียมรับมือกับปัญหาไปอีกตลอดทาง

 

 

จาก: นิตยสารรักลูก

[ที่มา: เว็บไซต์ Momypedia]

 
ทำไมต้องบล็อกหลัง?? PDF พิมพ์ อีเมล์
เขียนโดย Administrator   

เรามีคำตอบเกี่ยวกับการบล็อกหลังมาฝากค่ะ

Q: สวัสดีค่ะ ดิฉันอยากทราบว่าการคลอดบุตรโดยการผ่าตัดหน้าท้องทำไม

     ต้องบล็อกหลังด้วยคะ ทำไมถึงไม่วางยาสลบเลย

A: ปัจจุบันการผ่าตัดคลอดบุตรทางหน้าท้องจัดเป็นวิธีที่ปลอดภัย วิสัญญี

     แพทย์ส่วนใหญ่จะใช้การบล็อกหลังเพื่อให้คุณแม่มีอาการชาตั้งแต่ระดับ

     เอวลงไป คุณแม่ยังคงรู้สึกตัวตลอด สามารถพูดคุยกับแพทย์หรือคนข้าง

     เคียงได้ในขณะที่ผ่าตัดและยาชานี้ไม่มีผลต่อลูก 

     
นอกจากนี้หลังจากลูกคลอดแล้ว คุณแม่ก็ยังสามารถเห็นหน้าลูกได้ เพราะไม่สลบ ยาชายังออกฤทธิ์ในช่วงหลังคลอดได้นานถึง 24-36 ชั่วโมง ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บปวดและสามารถฟื้นตัวได้เร็วในช่วงหลังผ่าตัดคลอด แต่อาจจะมีข้อเสียเล็กน้อยคือมีอาการคัน เพราะส่วนใหญ่จะใช้มอร์ฟีนผสมในยาชาเพื่อให้ออกฤทธิ์ได้นานขึ้น วิสัญญีแพทย์ส่วนใหญ่จะไม่นิยมใช้วิธีการดมยาสลบเพื่อผ่าตัดคลอด จะใช้เมื่อมีข้อบ่งชี้ที่ทำให้ไม่สามารถบล็อกหลังได้ คุณแม่ที่ได้รับการดมยาสลบเพื่อผ่าตัดคลอด แพทย์จะใส่ท่อช่วยหายใจเข้าไปในช่องปากผ่านเข้าสู่หลอดลม จากนั้นก็จะยึดท่อช่วยหายใจไว้ภายนอกรอบปาก และใช้ก๊าซสำหรับการดมยาสลบเพื่อทำให้หมดความรู้สึกในขณะผ่าตัด เมื่อคุณแม่สูดดมก๊าซในขณะสลบ ทารกในครรภ์ก็จะได้ยาสลบผ่านทางรกและสายสะดือร่วมด้วย ซึ่งถ้าการผ่าตัดทำได้ยาก ใช้เวลานาน จนทำให้ลูกได้รับยาสลบนานเกินไป เมื่อคลอดออกมาก็จะทำให้การหายใจผิดปกติได้ ที่น่ากลัวอีกเรื่องสำหรับการดมยาสลบก็คือ สลบไม่ลึกพอ ยังรู้สึกเจ็บขณะถูกผ่าตัด ได้ยินหมอพูดคุยตลอด แต่ขยับหรือบอกไม่ได้ ต้องทนเจ็บไปตลอดการผ่าตัด 

นอกจากนี้ในช่วงหลังผ่าตัด คุณแม่จะมีอาการเจ็บแผลทันที เพราะยาสลบหมดฤทธิ์แล้วหลังจากที่วิสัญญีแพทย์เอาท่อช่วยหายใจออก อาจจะมีอาการเจ็บที่คอ ระคายเคืองที่หลอดลมจนเกิดอาการไอ ทำให้เจ็บแผลมากขึ้น อาการเจ็บแผลจะทำให้คุณแม่ขยับตัวได้น้อย ฟื้นตัวได้ช้า ด้วยเหตุนี้ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ วิสัญญีแพทย์จะเลือกวิธีการบล็อกหลังแทนการดมยาสลบค่ะถ้าคุณแม่น้องครีมได้จดประจำเดือนเอาไว้ ก็จะทราบได้ว่าประจำเดือนมาปกติหรือไม่ ถ้ามีเลือดออกทางช่องคลอดบ่อย 2-3 ครั้งต่อเดือนจริง น่าจะเกิดจากการทำงานของรังไข่ที่ผิดปกติ อาจเพราะไม่มีไข่ตกเลย ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวมากกว่าปกติ จึงมีเลือดออกกะปริบกะปรอยมาบ่อย สามารถรักษาโดยการใช้ฮอร์โมนได้ค่ะ ถ้าไม่แน่ใจว่าจะมีความผิดปกตินี้หรือไม่ควรไปพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจอัลตราซาวด์ดูลักษณะของเยื่อบุโพรงมดลูกและรังไข่ แพทย์จะให้การรักษาตามอาการที่พบค่ะ


[ที่มา: นิตยสารรักลูก]

 
12 จุดในบ้านที่ควรระวังอันตรายสำหรับเด็กเล็ก PDF พิมพ์ อีเมล์
เขียนโดย กัมพล   

บ้านคือวิมานของเรา แต่บางครั้ง บางสถานการณ์บ้านกลายเป็นสถานที่อันตรายสำหรับเด็กๆ ได้เช่นกัน เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือประมาทเลินเล่อ

ในแต่ละปีเด็กไทยบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุภายในบ้านด้วยสาเหตุสำคัญอันดับแรก คือ โครงสร้างบ้านและเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน เช่น บันได ระเบียง พื้น ประตู หน้าต่าง โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น

นอกจากการจัดวางข้าวของเครื่องใช้และสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เป็นสาเหตุสำคัญของการตายและบาดเจ็บของเด็ก โดยเกือบครึ่งหนึ่งของการตายด้วยอุบัติเหตุในเด็กนั้น มาจากสาเหตุการจมน้ำตาย ซึ่งเกิดขึ้นจากแหล่งน้ำในบ้าน เช่น กะละมัง ถังน้ำ อ่างน้ำ และแหล่งน้ำใกล้บ้าน เช่น ร่องน้ำ คูน้ำ บ่อน้ำ เป็นต้น
 

อ่านต่อ...
 
10 ท่าบริหารง่าย ๆ ระหว่างตั้งครรภ์ PDF พิมพ์ อีเมล์
เขียนโดย Administrator   
เพราะการตั้ง ครรภ์ทำให้ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง และอาจเกิดอาการไม่สบายต่าง ๆ ตามมาได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการปวดหลัง ปวดเอว การออกกำลังกาย บริหารร่างกายส่วนต่าง ๆ จึงมีความจำเป็นในแง่ของการบรรเทาอาการไม่สบายเหล่านี้ให้ดีขึ้นได้
       
       โดยอุปกรณ์สามารถหาได้ง่าย ๆ ภายในบ้าน โดยใช้เพียงลูกบอลยาง 1 ลูกที่ไม่อัดลมจนแน่นเกินไป ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ฟุต) เบาะนิ่ม ๆ ไม่บางไม่หนาจนเกินไป หมอนรองศีรษะ 1 ใบ ท่าบริหารง่าย ๆ สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่สามารถฝึกเองได้ที่บ้านมีดังนี้

       ท่าที่ 1 นั่งตัวตรง ใช้สองมือถือลูกบอลอยู่ตรงระหว่างอก ออกแรงกดไปที่ลูกบอล จะรู้สึกว่ากล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก และท้องแขนเกร็ง ท่านี้ช่วยในการลดการหย่อนยานของกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก สำหรับสตรีที่ให้นมบุตร

       ท่าที่สอง นั่งตัวตรง ใช้สองมือถือลูกบอลแขนเหยียดตรง ค่อย ๆ ยกลูกบอลขึ้นเหนือศีรษะ จากนั้นเอียงตัวไปทางซ้าย ก่อนจะเอียงตัวมาทางขวา

       ท่าที่สาม เป็นการยืดตัวแตะปลายเท้า โดยนั่งลงกับพื้น ขาเหยียดตรง นำลูกบอลมาหนุนเข่าด้านขวา และค่อย ๆ เหยียดแขนไปแตะปลายเท้า (การมีลูกบอลช่วยจะทำให้การแตะปลายเท้าทำได้ง่ายขึ้น) ทำสัก 10 ครั้งก่อนจะสลับมาทำที่ด้านซ้าย

       ท่าที่สี่ นั่งคุกเข่า วางลูกบอลไว้ตรงหน้า ใช้มือแตะลูกบอล ค่อย ๆ ดันลูกบอลออกไปจนสุดแขน จากนั้นค่อย ๆ ดึงกลับมา ท่านี้จะช่วยลดอาการปวดหลัง เอว ได้

       ท่าที่ห้า นั่งคุกเข่าในท่าแมว แอ่นหลัง สลับกับโก่งหลัง
       
       ท่าที่หก นอนราบไปกับพื้น ใช้ลูกบอลหนุนบริเวณเข่าด้านขวา กระดกปลายเท้าขวาขึ้น-ลง เกร็งบริเวณปลายเท้าเล็กน้อย ทำสัก 10 ครั้ง ก่อนจะสลับข้าง
       
       ท่าที่เจ็ด นอนราบไปกับพื้น ใช้ลูกบอลหนุนบริเวณเข่าด้านขวา เตะปลายเท้าขวาหมุนเป็นวงกลม ก่อนจะเปลี่ยนข้างเป็นเท้าข้างซ้ายบ้าง

       ท่าที่แปด นอนราบกับพื้น ใช้บริเวณหัวเข่า หนีบลูกบอลเอาไว้ จากนั้นออกแรงดันเข่าบีบลูกบอลเข้าหากัน ช่วยบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานให้แข็งแรง

       ท่าที่เก้า นั่งแบะขาออก ให้ปลายเท้าซ้ายกับขวาชนกัน จากนั้นใช้มือรองบริเวณใต้ต้นขาทั้งสองข้าง ออกแรงดันขาขึ้น ส่วนต้นขาก็ออกแรงดันกดลงต้านแรงจากฝ่ามือ
       
       ท่าที่สิบ นอนราบไปกับพื้น ชันเข่าข้างขวาขึ้นมา บิดตัวไปทางซ้าย ก่อนจะสลับข้าง ชันเข่าซ้าย และบิดตัวไปทางขวา
       
       สำหรับประโยชน์ของท่ากายบริหารเหล่านี้ คุณศิริวรรณ ยิ้มถิน นักกายภาพบำบัดของโรงพยาบาลเจ้าพระยาเปิดเผยว่า สามารถ ช่วยได้ในแง่ของการผ่อนคลาย การฝึกการหายใจ และการบริหารร่างกายส่วนต่าง ๆ ของคุณแม่ตั้งครรภ์ โดยต้องพิจารณาความพร้อมของร่างกายด้วย หากรู้สึกเหนื่อยควรจะหยุด ไม่ควรฝืนบริหารต่อ หรือถ้ามีอาการเจ็บท้องตึงก็ควรจะหยุด ส่วนท่าใดที่ไม่แน่ใจ ควรปรึกษาแพทย์เพิ่มเติมค่ะ

 ที่มา: เว็บไซต์ ASTVผู้จัดการออนไลน์

 
<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ถัดไป > สุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 1 - 9 จาก 92

เว็บไซต์แนะนำ

ทำดี- tamdee.net
ฟังธรรม.com

[+]
  • Narrow screen resolution
  • Wide screen resolution
  • Increase font size
  • Decrease font size
  • Default font size
  • fresh color
  • warm color