|
สัมผัสลูกน้อยถูกวิธี ช่วยให้ฉลาดพัฒนาการดี |
|
เขียนโดย กัมพล
|
|
การทำสปาอาจช่วยให้ผู้ใหญ่อย่างพวกเรารู้สึกรีแล็กซ์ และสบายเนื้อสบายตัว แต่สำหรับ เด็กทารกแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านการนวดเด็ก ยืนยันว่า การสัมผัสอย่างถูกวิธีช่วยให้ลูกน้อยฉลาด และมีพัฒนาการที่ดี
ในงานเสวนาเรื่อง สัมผัสสะอาด เพื่อลูกน้อยฉลาด พัฒนาการดี ส่วนหนึ่งของ กิจกรรม ดีนี่ แฟมิลี่ เดย์ ที่ลานน้ำพุ ชั้น 1 ซีคอนสแควร์เมื่อเร็วๆนี้ ภคพร หล่ายศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการนวดเด็ก จากโรงพยาบาลบีแคร์ เมดิคอล เซ็นเตอร์ แนะนำว่า การสัมผัสลูกน้อยผ่านการนวดเสริมพัฒนาการ หรือการทำสปาเด็ก สามารถทำได้ ตั้งแต่แรกเกิด เพราะในวัยนี้ เด็กจะมีพัฒนาการด้านต่างๆเยอะมาก การนวดอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เขานิ่ง, อารมณ์ดี และนอนหลับได้นานขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ยังช่วยในเรื่องการ ไหลเวียนเลือด, น้ำเหลือง และระบบขับถ่าย
 ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงยังเล่าอีกว่า จริงๆแล้วในสมัยโบราณก็มีการนวดให้เด็กทารก เพียงแต่เราไม่ ทราบกันเอง หรือแม้แต่การอาบน้ำให้เด็ก และการดัดขาเพื่อไม่ให้ลูกขาโก่ง ก็เป็นการนวด อย่างหนึ่ง ปกติการทำสปาในผู้ใหญ่ จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย แต่สำหรับเด็กทารกแล้ว ให้ประโยชน์ มากกว่านั้นอีก เพราะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง โดย เฉพาะในเด็กทารก ที่คลอดก่อนกำหนด จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการฝึกวินัยให้เด็ก เช่น เมื่อเขารู้สึกเหนื่อยเพลีย ก็จะยื่นแขนขาให้แม่ นวดโดยอัตโนมัติ
หลักการนวดเด็กทารก ต้องคอยสังเกตพฤติกรรมของเด็กเป็นสำคัญ โดย “ภคพร” บอกว่า
ถ้าลูกชอบนอนหงายให้คุณแม่นวดด้านหน้า, ถ้านอนคว่ำก็นวดด้านหลัง ส่วนเด็กที่ชอบวิ่ง และเต้น ต้องนวดที่ขา และหากชอบเกาะราวบันไดก็นวดที่แขน เวลาคุณแม่นวดให้ลูก อาจเปิดเพลงเบาๆ หรือฮัมเพลงตามไปด้วย บรรยากาศในห้องก็ต้องเย็นสบาย มีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ร้อนอบอ้าว โดยเวลานวด จุดที่ควรระวังมากที่สุดคือ ท้อง, กระหม่อม, ข้อต่อต่างๆ และการลงน้ำหนัก นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกการสัมผัส ตั้งแต่ลูกอยู่ในท้อง และหากต้องการให้เขามีพัฒนาการที่ดี ก็ต้องมีความอดทน.
[ที่มา: เว็บไซต์สนุกดอทคอม] |
|
ขวบแรกของลูก พ่อแม่ต้องใส่ใจ |
|
เขียนโดย กัมพล
|
|
 เด็กน้อยเมื่อได้รับการใส่ใจดูแลด้วยความรัก ความใจใส่จากแม่พ่อย่อมเติบโตเป็นคนดี สมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช ศรีนครินทร์ จัดมหกรรมการเรียนรู้ของพ่อแม่มือใหม่ เพื่อพัฒนาศักยภาพลูกน้อยขวบปีแรก "เฟิร์ท เยียร์ ออฟ ไลฟ์ แอท สมิติเวช แฟร์" (First Year of Life @ Samitivej Fair) โดยมีกิจกรรมต่างๆ ควบคู่กับการจัดเสวนาเรื่อง "เก่งด้วย ฉลาดได้ ตั้งแต่วัยขวบปีแรก" โดยมีแพทย์หญิงสุวิมล ชีวมงคล กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการนำศิลปะแขนงต่างๆ มาบำบัดร่วมให้ความรู้

แพทย์หญิงสุวิมลบอกว่า เด็กต้องการต้นแบบที่ดี พ่อแม่และคนรอบข้างสำคัญมาก เพราะเด็กอยู่ในวัยเรียนรู้จากการสังเกตสิ่งที่เห็นรอบตัว ภาษาที่พูดสื่อสารกับลูกควรเป็นภาษาที่ชัดเจนปกติ พูดความจริงเป็นเหตุเป็นผลกับเด็ก
"ในขวบปีแรกของเด็กฐานการกินเป็นหัวใจสำคัญ และเป็นการเรียนรู้ซึ่งกันระหว่างพ่อแม่หรือคนเลี้ยงดูเด็กกับเด็ก สมมุติว่าเด็กบางคนไม่ทานตับ อาจหาไข่แดงมาให้ทาน เป็นการพัฒนาความสามารถในการกิน เด็กเคี้ยวอาหารได้ แม้ว่าฟันยังไม่ขึ้นและการให้อาหารเด็กนั้นก่อน 1 ขวบไม่ควรให้อาหารที่มีการปรุงรสชาติ"

ด้านแพทย์หญิงชนิกา ตู้จินดา ประธานโรงพยาบาลเด็กสมิติเวชศรีนครินทร์ บอกต่อว่า ขวบปีแรกของเด็กเป็นสิ่งแรกในทุกสิ่งทุกอย่างที่จะพัฒนาให้เด็กเป็นเด็กดี ร่างกายแข็งแรง เดี๋ยวนี้เด็กเก่งอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีทั้งไอคิวและอีคิว ซึ่งความใกล้ชิดของพ่อแม่สำคัญมาก และเด็กต้องมีภูมิต้านทานต่อโลกภายนอกด้วย
"มีการศึกษาชัดเจนว่าแม่ที่มีความเครียดตลอดการตั้งครรภ์เด็กออกมาจะเลี้ยงยาก บางทีเป็นโรคหอบหืดอารมณ์เด็กปั่นป่วนตามแม่ ดังนั้น ให้แม่ที่ตั้งครรภ์ทำอะไรที่สบายใจ นึกถึงแต่เรื่องดี เมื่อเด็กคลอดออกมาในขวบปีแรก ต้องกล่อมเกลาให้เขาเติบโตดี มีร่างกายดี จิตใจดีเป็นคนดี พ่อแม่คือ สิ่งที่ลูกรักที่สุดในชีวิต ขวบปีแรกเป็นการพัฒนาต้นทุนที่สำคัญของลูก หากครอบครัวแตกแยก คนที่ดูแลลูกจะใครก็ได้ที่มีสัญชาตญาณของความเป็นพ่อแม่ และรักเด็กที่สุด"
เมื่อผ่านพ้นขวบปีแรก ขวบต่อๆ ไปก็ต้องให้ความสนใจเช่นกัน |
[ที่มา: เว็บไซต์สนุกดอทคอม] |
|
ชุดคลุมท้องสไตล์ไหน ใส่แล้วสวย |
|
เขียนโดย กัมพล
|
|
ภาพของชุดคลุมท้องในสมัยก่อน คุณแม่ๆ คงติดตาและเคยชินกับชุดคลุมตัวยาว ปกปิดมิดชิด ออกแนวคุณป้าที่ดูแสนจะเรียบร้อย แต่มาในวันนี้ชุดคลุมท้องได้ฉีกภาพเดิมๆ แบบคุณป้าทิ้งไปซะแล้ว ภาพแสนเรียบร้อยถูกปรับเปลี่ยนให้ทันสมัย ดูเปรี้ยว เก๋ และมีหลากหลายสไตล์มากขึ้น เรียกว่าถูกใจคุณแม่ท้องโย้ทั้งหลายมั่กๆ ขนาดคนธรรมดาเห็นชุดเก๋ๆ ยังอยากใส่กับเค้าเลยค่ะ
ฉบับนี้เราจึงขอแนะเทคนิคคุณแม่ที่ยังอยากสวยอยู่ ว่าจะเลือกชุดคลุมแบบไหนที่ใส่แล้วสวย และยังเข้ากับรูปร่างและขนาดท้องโย้ๆ มาฝากกันค่ะ รับรองว่าหาที่ไหนไม่มีแน่นอน  |
|
อ่านต่อ...
|
|
หญิงตั้งครรภ์ใช้ยารักษาสิว ส่งผลลูกในท้องพิการได้! |
|
เขียนโดย กัมพล
|
ขอเตือนคนที่กำลังเป็นคุณแม่ที่รักสวยรักงาม และกลัดกลุ้มกับปัญหาเรื่อง “สิว” ที่มากวนใจ ต้องระมัดระวังอย่างหนัก จะหยิบจะจับยากินหรือทายารักษาสิวชนิดใด ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนนะคะ เพราะยารักษาสิวนั้นมีสิทธิ์อาจทำให้ลูกในท้องถึงขั้น พิการได้เลยทีเดียว!!

ทั้งนี้ นพ.ประวิตร พิศาลบุตร แพทย์อเมริกันบอร์ดสาขาโรคผิวหนัง และอาจารย์พิเศษภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เขียนบทความเรื่อง โรคสิวในเวชปฏิบัติ ในวารสารการแพทย์ (วารสารคลินิก) เดือนกุมภาพันธ์ เตือนเอาไว้ว่า
ยารักษาสิวหลายตัวทั้งในรูปแบบทายาและยากิน มีผลเสียต่อเด็กในครรภ์ได้ โดยเฉพาะกลุ่มยาทาสิวที่ต้องระมัดระวังคือ ยาทากลุ่มกรดวิตามินเอ หรือ เรตินอยด์ ได้แก่ Tretinoin, Isotretinoin, Adapaleno ซึ่งยากลุ่มนี้ยังไม่ยืนยันความปลอดภัยสำหรับหญิงมีครรภ์ ส่วน Tazarolene นั้นห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์โดยเด็ดขาด
ส่วนยากินที่ใช้รักษาสิวและห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์ เด็ดขาด คือยากลุ่มเดตตร้าชัยคลิน ได้แก่ Tetracycline, Doxycycline และ Minoeyeline ซึ่งเป็นยากินรักษาสิวที่ใช้กันมาก เนื่องจากยาตัวนี้มีผลต่อกระดูกและฟันของเด็กอ่อนในครรภ์และเด็ก จึงห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์ และไม่ให้ใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 8 ขวบ หรือจนกว่าจะมีฟันแท้ ขึ้นครบ ส่วนยากินกลุ่มซัลฟา คุณหมอประวิตรก็ไม่แนะนำให้ใช้ในหญิงมีครรภ์ และยาสำหรับกินรักษาสิว กลุ่มฮอร์โมน เช่น Spironolactone, Cyproterone acetate ระหว่างกินยาชนิดนี้ก็ห้ามตั้งครรภ์ เพราะลูกน้อยในท้องที่เป็นเพศชาย มีสิทธิ์กระเดียดเป็นเพศหญิงได้
นอกจากนี้ คุณหมอประวิตรยังย้ำอีกว่า ยากินรักษาสิวที่มีผลเสียต่อเด็กทารกมากที่สุด เป็นเหตุให้เด็กต้องพิการหลายพันคนทั่วโลก คือ เรตินอยด์ หรือ Isotretinoin ยาตัวนี้จะทำให้เด็กทารกพิการ ดังนั้นสาวๆกำลังตั้งครรภ์ต้องจำขึ้นใจอย่าใช้ยาตัวนี้เด็ดขาด หรือใครที่คิดจะตั้งครรภ์ เคยใช้ยาตัวนี้ก็ต้องหยุดกินยาให้ครบ 1 เดือนก่อน การตั้งครรภ์จึงปลอดภัย และระหว่างให้นมลูกก็ห้ามใช้ยาตัวนี้ด้วยเช่นกัน รวมไปถึงห้ามบริจาคเลือดระหว่างกินยานี้ การใช้ยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น ส่วนความผิดปกติที่พบร้อยละ 25-30 ของหญิงตั้งครรภ์ที่กินตัวยานี้ เด็กมีความผิดปกติในกะโหลกและใบหน้า หัวใจ ระบบประสาทส่วนกลาง
ที่ต้องออกมาเตือนกันนั้น คุณหมอประวิตรบอกว่า เป็นเพราะในเมืองไทยสามารถหาซื้อยา ตัวนี้ได้ง่ายและไม่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์นั่นเอง!! [ที่มา: เว็บไซต์สนุกดอทคอม] |
|
|
เขียนโดย กัมพล
|
|
เมื่อคุณแม่เริ่มรู้สึกว่ามีสิ่งมีชีวิตอีกชีวิตหนึ่งกำลังเจริญเติบโตอยู่ในครรภ์อย่างช้าๆ เชื่อว่า ความรู้สึกของคุณแม่ต้องมีความสุขอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
 แต่ควบคู่กับความสุข คือ ความเบื่อหน่ายกับการตั้งครรภ์ เนื่องจากอาการหรือภาวะที่ไม่พึงประสงค์ของการตั้งครรภ์ซึ่งมีอยู่หลายอาการด้วยกัน และเกิดขึ้นได้แทบจะทุกระยะของการตั้งครรภ์เลยทีเดียว ในที่นี้จะกล่าวถึงอาการแพ้ท้อง ซึ่งเป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่คุณแม่บางท่านอาจจะต้องเผชิญเป็นด่านแรกของการตั้งครรภ์ และอาจจะรู้สึกหงุดหงิด รำคาญอยู่ไม่น้อยทีเดียว เพราะอาการดังกล่าวมักสร้างความรู้สึกไม่สบายให้ว่าที่คุณแม่แทบจะทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา
อย่างไรก็ตามอาการแพ้ท้องอาจจะไม่ได้เกิดกับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ทุกคน แต่หากท่านเป็นคนหนึ่ง ที่ต้องประสบกับอาการนี้ก็อย่าเพิ่งวิตกกังวลไป เพราะอาการแพ้ท้องเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย เพียงแต่ต้องทำความ เข้าใจรายละเอียดของอาการแพ้ท้องอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับ สาเหตุของการเกิดอาการแพ้ท้องว่าเกิดจากเหตุใด ลักษณะอาการแพ้ท้องที่ปรากฏ ตลอดจนวิธีการป้องกันการเกิดอาการแพ้ท้อง
ทั้งนี้สิ่งที่ควรทราบ คือ อาการแพ้ท้องไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์แต่อย่างใด เพราะในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ทารกยังพึ่งอาหารจากคุณแม่น้อยมาก ส่วนใหญ่จะใช้อาหารที่สะสมในตัวทารกเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณแม่จะสามารถปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติได้ เพราะหากเกิดอาการแพ้มาก และเป็นระยะเวลานานๆ อาจจะส่งผลกระทบต่อร่างกายคุณแม่และทารกในครรภ์ได้เช่นกัน แต่โดยปกติแล้วอาการดังกล่าวไม่ใช่อาการถาวร จะหายได้เองเมื่อการตั้งครรภ์เข้าสู่ไตรมาสที่ 2 (ประมาณ 14 – 16 สัปดาห์) หลังจากผ่านพ้นระยะนี้คุณแม่ก็คงจะรู้จักแต่คำว่า หม่ำ หม่ำ หม่ำ จนอาจจะรั้งไว้ไม่อยู่เป็นแน่
|
|
อ่านต่อ...
|
|
|
|
<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 ถัดไป > สุดท้าย >>
|
| ผลลัพธ์ 11 - 20 จาก 42 |